รับประทานน้ำมันมะพร้าวระเบิดไขมัน ลดพุง


อยากลดน้ำหนัก แต่ไม่อยากอดอาหาร ผู้หญิงอย่างเราๆ เข้าใจดีว่าน้ำหนักจะลดสัก 1 กิโล ใช้เวลาเป็นเดือน อดทนออกกำลังกาย อดอาหารมาตั้งนาน พอกลับมารับประทานอาหารเพียง 2-3 มื้อ น้ำหนักก็กลับพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว สาวก็ร้องไห้ไปตามๆกัน แล้วเราจะรับประทานอาหารอย่างไรให้ไม่อ้วนล่ะ ? นั่นก็คือการเลือกบริโภคน้ำมันในบ้านด้วยการเปลี่ยนชนิดน้ำมัน แล้วน้ำมันอะไรกัน? ที่เรียกว่าเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ เหมาะสำหรับช่วงของการลดน้ำหนักถึงขนาดมีงานวิจัยรับรองว่ารับประทานแล้วมวลไขมันลดลง พุงหายไป !!

จากงานวิจัยพบว่าประเทศในแถบหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ นิยมรับประทานน้ำมันมะพร้าวมาก เรียกได้ว่าพลังงานจากอาหารตลอดทั้งวัน ร้อยละ 40 เป็นพลังงานจากน้ำมันมะพร้าว คนในประเทศกลุ่มนี้มีสถิติการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหัวใจน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของคนทั่วโลก

จากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่าถึงแม้น้ำมันมะพร้าวจะมีความอิ่มตัวสูงก็ตาม แต่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะกระตุ้นให้ร่างกายผลิตคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจ และไขมันอุดตันในเส้นเลือดต่ำลง ทั้งยังพบด้วยว่าคนส่วนใหญ่มีสุขภาพแข็งแรงมากๆ อีกด้วย

ในน้ำมันมะพร้าวยังมีกรดไขมันอิ่มตัวที่ชื่อว่า กรดลอริก(Lauric acid) เป็นกรดไขมันที่มีความยาวขนาดกลาง (Medium Chain Triglycerides ชื่อย่อสั้น ๆ คือ MCT) เป็นกรดไขมันที่ค่อนข้างจะหายาก ไม่ค่อยพบในอาหารชนิดอื่นๆ ซึ่งในร่างกายของคนเรา โดยเฉพาะร่างกายของคุณแม่ที่กำลังให้นมบุตร กรดไขมันชนิดนี้จะถูกเปลี่ยนรูปไปเป็น สารที่ชื่อว่าโมโนลอริน (Monolaurin) เป็นกลุ่มสารที่มีอยู่บริเวณหน้าอกของคุณแม่ ทำหน้าที่เป็นสารกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้กับลูกน้อย

จากงานวิจัยพบว่า สารชนิดนี้ยังช่วยในการพัฒนากระดูก พัฒนาสมอง และพัฒนาศักยภาพด้านการเล่นกีฬาในคนได้อีกด้วย

กรดไขมันอิ่มตัว ความยาวขนาดกลาง ที่เรียกสั้นๆ ว่า MCT นี้ถือเป็นซูเปอร์แฟต (Super Fat) ไม่ได้แปลว่าอ้วนมากนะคะ !! แต่หมายถึงไขมันชนิดพิเศษมากๆ ที่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอเลสเตอรอลชนิดดี ช่วยส่งเสริมสุขภาพให้ดีในช่วงของการลดน้ำหนักได้มาก เนื่องจากช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น ทั้งยังมีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้อีกด้วย

ผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนักส่วนมากมักจะเลือกรับประทานน้ำมันมะกอก ซึ่งเป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันสายยาว แต่มีงานวิจัยที่ออกมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2003 มีการทดลองเปรียบเทียบกันระหว่างการลดน้ำหนักโดยใช้น้ำมันมะกอก และน้ำมันมะพร้าว พบว่าผู้ที่ลดน้ำหนักด้วยการรับประทานน้ำมันมะกอกยังคงมีมวลไขมัน หลงเหลืออยู่มากกว่าผู้ที่ลดน้ำหนักด้วยการรับประทานน้ำมันมะพร้าว งานวิจัยอธิบายว่า เป็นเพราะน้ำมันมะพร้าวมีกรดไขมันขนาดสั้นกว่าน้ำมันมะกอก ทำให้การดูดซึมจากกระเพาะอาหารเข้าสู่ตับและย่อยเป็นพลังงานเพื่อเผาผลาญทำได้อย่างรวดเร็ว งานวิจัยชนิดนี้ระบุถึงขนาดที่ว่า น้ำมันมะพร้าวช่วยลดมวลไขมันในร่างกายได้มากกว่าน้ำมันพืชทั่วไปชนิดอื่นๆ ที่มีขายอยู่ในท้องตลาด

การเลือกบริโภคน้ำมันมะพร้าวจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ทั้งดีต่อสุขภาพ ช่วยในการกำจัดมวลไขมันในร่างกาย แล้วยังช่วยสนับสนุนให้มีเงินหมุนเวียนในประเทศได้อีกด้วย การเลือกน้ำมันมะพร้าวควรเลือกชนิดที่ผ่านกระบวนการผลิตแบบสกัดเย็น (Cold Press) และนำมาใช้ในการปรุงที่อุณหภูมิไม่เกิน 200 องศาเซลเซียส ซึ่งก็ได้แก่ การผัด การหมักกับเนื้อปลาแล้วนำ เข้านึ่ง หรือใช้ในการหมักเนื้อสัตว์ต่างๆ แล้วนำเข้าเตาอบ แต่ก็ไม่ใช่ว่ายิ่งรับประทานแล้วจะยิ่งผอม ขึ้นชื่อว่าน้ำมันยังไงก็ไม่ควรรับประทานมากเกินไป เพราะน้ำมันเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง ดังนั้นการปรับเปลี่ยนในช่วงของการลดน้ำหนักก็คือการแทนที่น้ำมันชนิดเดิม ด้วยน้ำมันมะพร้าวนั่นเอง

 

ที่มา : https://www.sanook.com/women/52977/